ชื่อ : เพกา
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Oroxylum indicum (L.) Kurz
ชื่อวงศ์ : BIGNONIACEAE
ชื่อพื้นเมือง : มะลิดไม้, มะลิ้นไม้, ลิดไม้, ลิ้นฟ้า
ชื่อสามัญ : Pheka
 
ลักษณะทางพฤษศาสตร์ : ไม้ยืนต้นขนาดกลาง สูง 5-12 เมตร เนื้ออ่อน แตกกิ่งก้านน้อย ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกสามชั้นขนาดใหญ่ เรียงตรงข้ามแน่นบริเวณปลายกิ่ง ใบย่ยรูปไข่หรือรูปไข่แกมรี ปลายใบแหลม ดอกออกเป็นช่อที่ปลายยอดเป็นกลุ่ม ก้านช่อดอกยาว ตั้ง ดอกย่อยมีขนาดใหญ่ กลีบดอกสีเหลืองนวลหรือแกมเขียว ส่วนโคนกลีบมีสีม่วงแดง หนา ย่น ดอกจะบานกลางคืนหรืรุ่งเช้า ผลเป็นฝักรูปดาบแบน ขนาดใหญ่ สีน้ำตาล เมื่อแก่จะแตกตามยาว ภายในมีเมล็ดแบน สีขาวมีปีกบาง
 
การใช้ประโยชน์ในงานย้อมสี : ลอกเอาเฉพาะเปลือกต้นด้านใน นำมาสับเป็นชิ้นเปล้กๆ สารสกัดสีจากเปลือกต้นเพกา สามารถใช้ได้ทั้งที่เป็นเปลือกสด โดยใช้อัตราส่วนต่อน้ำ 1 : 2 และเปลือกแห้งอัตราส่วนต่อน้ำ 1 : 10 สามารถใช้ย้อมสีเส้นไหมได้ 1 กิโลกรัม ในการสกัดสีจากเปลือกต้นเพกา สามารถทำได้หลายวิธีและการใช้สารช่วยติดสีต่างกัน ก้จะได้เส้นไหมที่มีเฉดสีแตกต่างกัน ได้แก่ การสกัดสีโดยใช้เปลือกสดต้มกับน้ำ และใช้สารส้มในขณะย้อม ย้อมด้วยกรรมวิธีย้อมร้อน ได้เส้นไหมสีเหลืองสดใส ถ้าต้องการสีของเส้นไหมออกไปทางโทนสีเขียว ควรใส่สารติดสีจำพวก โวเดียมคาร์บอเนต น้ำสนิมเหล็ก และจุนสีลงไปในขณะย้อม หรือแช่สารช่วยติดสีหลังการย้อมนาน 15 นาที เส้นไหมที่แช่จุนสี ได้สีน้ำตาลเขียว ส่วนเส้นไหมที่แช่สารส้ม ได้สีเหลือง
 
การกระจายพันธุ์ : ในประเทศไทยมีการกระจายพบ ขึ้นได้ทั่วไปบริเวณ ชายป่าดิบ ที่โล่งหรือรกร้าง ที่ระดับต่ำจนมีความสูง 800 เมตร
 
ส่วนที่ให้สี : เปลือกต้น
สีที่ได้ : สีเหลือง หรือ สีน้ำตาลเขียว
 
คุณภาพสี :เพกา / สารส้ม มีระดับความคงทนต่อการซัก : 4-5 , ระดับความคงทนต่อแสง : 5
pantone: Mimosa