ชื่อ : แก้ว
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Murraya paniculata (L.) Jack
ชื่อวงศ์ : RUTACEAE
ชื่อพื้นเมือง : ตะไหลแก้ว, แก้วพริก, จ๊าพริก, แก้วลาย, แก้วขี้ไก่, เขี้ยวขี้ควาย, แก้วทอง, แก้วขาว
ชื่อสามัญ : Orange jasmine
 
ลักษณะทางพฤษศาสตร์ : แก้วเป็นไม้พุ่มหรือต้นขนาดเล็ก สูงประมาณ 8-10 เมตร เปลือกต้นมีสีเทาขาว แตกเป็นร่องตื้นเล็กๆ ลำต้นบิดคดงอ ใบประกอบแบบขนนก เรียงสลับกันจากเล็กไปหาใหญ่ สีเขียวเข้มเป็นมัน ทรงใบรูปไข่แกมรี ปลายแหลม โคลนแหลม มีใบย่อย 5-9 ใบ ขอบเป็นคลื่นหยักมนตื้น โคนใบเบี้ยวเล็กน้อย มีต่อมน้ำมัน ดอกสีขาวมีกลิ่นหอม ออกเป็นดอกเดี่ยว หรือเป็นกลุ่ม 2-5 ดอก ช่อดอกสั้น ออกตามง่ามใบ ก้านดอกสั้น มีกลีบเลี้ยง 5 กลีบ ขนาดเล็ก มีกลีบดอก 5 กลีบ รูปไข่กลับ ผลแก่มีสีแดงอมส้ม ภายในมีเมล็ด 1-2 เมล็ด
 
การใช้ประโยชน์ในงานย้อมสี : ในการย้อมสีเส้นไหมจากใบแก้วใช้ใบที่ไม่อ่อนหรือแก่จนเกินไป ใบแก้ว 15 กิโลกรัม สีของเส้นที่ได้จากการย้อมขึ้นอยู่กับวิธีการสกัดสีและสารช่วยติดสี การสกัดสีโดยการใช้ใบแก้วสดต้มกับน้ำนาน 1 ชั่วโมง กรองใช้เฉพาะน้ำ ย้อมเส้นไหมด้วยกรรมวิธีย้อมร้อน ได้เส้นไหมสีเหลืองอ่อน แต่สีจะตกและไม่ทนต่อแสงเมื่อนำไปแช่จุนสี ได้เส้นไหมสีเขียวเหลือง มีความคงทนต่อการซักและแสงหรือนำไปแช่ในสารละลายโซเดียมคาร์บอเนต จะได้เส้นไหมสีเหลือง ถ้าต้องการเส้นไหมสีเหลืองอ่อน ควรย้อมเส้นไหมพร้อมกับน้ำที่สกัดจากใบส้มป่อย จะได้สีที่มีคุณภาพดี เช่นเดียวกัน ในการเก็บรักษาใบแก้วเพื่อใช้ในฤดูที่ขาดแคลน นำใบแก้วไปนึ่งแล้วตากให้แห้ง เมื่อนำมาต้มกับน้ำแล้วย้อมเส้นไหมร่วมกับน้ำสนิมเหล็กจะได้เส้นไหมสีเหลือง คุณภาพของเส้นไหมที่ย้อมจากใบแก้วในกรรมวิธีการต่างๆ ข้างต้นจะได้เส้นไหมคุณภาพดี
 
การกระจายพันธุ์ : แก้วเป็นพรรณไม้ที่มีปลูกทั่วทุกภาคในประเทศไทย พบในป่าดิบแล้ง บนพื้นทีที่มีระดับน้ำทะเลต่ำ จนถึงระดับสูงจากน้ำทะเลประมาณ 400 เมตร ในต่างประเทศพบในประเทศแถบเอเชีย ในจีน เกาหลี อินเดีย ศรีลังกา พม่า มาเลเซีย ฯลฯ ปัจจุบันปลูกเป็นไม้ประดับ ตกแต่งสถานที่โดยทั่วไป
 
ส่วนที่ให้สี : ใบ
สีที่ได้ : เหลืองอ่อน
 
คุณภาพสี :แก้ว / จุนสี มีระดับความคงทนต่อการซัก : 4-5 , ระดับความคงทนต่อแสง : 4
pantone: Celery